
สำหรับคนไข้ที่เคยมีปัญหาสิว คงจะทราบกันดีว่า หลังจากรักษาสิวจนหายไปแล้วสิ่งที่ตามมาก็คงไม่พ้น “รอยสิว” ซึ่งมีทั้งแบบรอยดำ รอยแดง และหลุมสิว ซึ่งแม้ว่ารอยสิวเหล่านี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ก็คงสร้างความกวนใจและทำให้คนไข้รู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง ดังนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้จักกลไกของการเกิดรอยสิว รอยสิวแต่ละประเภท รวมถึงวิธีรักษารอยสิวและรอยดำ รอยแดงจากสิวโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ ช่วยให้รอยสิวดูจางลง และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักต้นเหตุของการเกิดรอยสิวกันเลยดีกว่า
รอยสิวเกิดจากอะไร?

รอยดำและรอยแดงจากสิวส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นจากการรักษาสิวอักเสบหรือสิวอุดตันผิดวิธี เช่น การกดสิวด้วยตัวเอง การบีบเค้นสิวจนผิวบริเวณนั้นบอบช้ำ เป็นต้น ทำให้ผิวเกิดการอักเสบและไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวให้เพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นรอยแดง รอยดำ หรือหลุมสิวตามมาในที่สุด
รอยสิวมีกี่ประเภท

นอกจากการทำความรู้จักสาเหตุของการเกิดรอยสิวแล้ว หมอจะขอพาคนไข้มาทำความรู้จักกับประเภทของรอยสิว ซึ่งจะช่วยให้คนไข้สามารถรักษารอยสิวที่เป็นอยู่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด โดยรอยสิวสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้
รอยแดงจากสิว (Post-Inflammatory Erythema)
เป็นรอยสิวที่มีลักษณะเป็นสีแดง ชมพู หรืออาจมีสีม่วงจากสิว ซึ่งรอยแดงเหล่านี้เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง จากการที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป จนเกิดการอุดตันในรูขุมขน และเกิดเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ผิวหนังอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบขึ้นมา รวมถึงการบีบ แคะ แกะสิวจนเกิดอาการบวมช้ำ
รอยดำจากสิว (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)
เป็นรอยสิวที่มีลักษณะเป็นจุดสีดำ น้ำตาลเข้ม หรือสีหรือดำ เกิดจากการอักเสบที่กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี (เมลาโนไซต์) ผลิตเม็ดสีเมลานินมากกว่าปกติ มักเกิดหลังจากสิวอักเสบหายดีแล้ว และมักจะเกิดในคนผิวคล้ำมากกว่าผิวขาว นอกจากนี้แสงแดดยังมีส่วนทำให้รอยดำจากสิวมีสีเข้มขึ้นได้อีกด้วย
รีวิว รักษาสิว และเลเซอร์รอย


รอยหลุมสิว (Atrophic Scars)
รอยหลุมสิว รอยแผลเป็นถาวรที่เกิดขึ้นหลังจากสิวอักเสบรุนแรง โดยเฉพาะสิวที่มีการอักเสบลึกถึงชั้นหนังแท้ เมื่อการอักเสบหายดีแล้ว ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่เพื่อซ่อมแซมผิว แต่คอลลาเจนและเนื้อที่สร้างไม่เพียงพอเนื่องจากได้รับการบาดเจ็บในชั้นผิวหนังอยู่ จึงไม่สามารถทำให้กลับมาเรียบเนียนเหมือนผิวในตอนแรกและเกิดเป็นหลุมสิวในที่สุด ซึ่งวิธีการรักษาจะแตกต่างกันกับการรักษารอยแดงและรอยดำจากสิวครับ โดยรอยหลุมสิวสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้
- Rolling Scars เป็นรอยหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้าง
- Ice-Pick Scars เป็นรอยหลุมสิวที่มีรอยแผลลึก ปากแผลแคบ มีความรุนแรงและรักษาค่อนข้างยาก
- Box Scars เป็นรอยหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้าง มีทั้งรอยหลุมสิวตื้นและลึก


รวม 15 วิธีรักษารอยสิวให้จางลงภายใน 1 สัปดาห์

หลายคนอาจจะสงสัยว่า รอยแดงและรอยดำจากสิวกี่วันหาย? แล้วรอยสิวรักษายังไงถึงจะจางลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในบทความนี้ หมอได้รวบรวมวิธีรักษารอยสิวที่ช่วยให้รอยสิวจางลงได้ใน 1 สัปดาห์ แล้วจะมีวิธีรักษายังบ้าง เราไปดูกัน
1. หลีกเลี่ยงการกด บีบ และแกะสิวด้วยตัวเอง
การสัมผัส บีบ หรือสิวด้วยตัวเอง จะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้รูขุมขนเกิดการอักเสบ และทำให้การรักษารอยแดงจากสิวต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าเดิม นอกจากนี้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนนิ้วมือยังเพิ่มโอกาสให้ผิวหนังเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้อีกด้วย โดยเฉพาะสิวที่หน้าผาก สิวที่แก้ม และสิวขึ้นกรอบหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่หลายคนมักจะเผลอนำมือไปสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง
2. ทาครีมลดรอยสิว
หากสงสัยว่ารอยดำจากสิวรักษายัง การทาครีมลดเลือนจุดด่างดำและรอยสิวที่มีส่วนผสมช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างวิตามินซี (Vitamin C), อาร์บูติน (Arbutin), ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) จะช่วยเติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว นอกจากนี้ยังช่วยลดเลือนรอยดำ บำรุงผิวให้เรียบเนียน และควบคุมความมันบนใบหน้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว
3. การรับประทานอาหารเสริม
อาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูผิวและลดโอกาสเกิดรอยสิวได้ โดยหมอแนะนำให้ทานอาหารเสริมที่เป็น Vitamin C, Vitamin A, Vitamic B3 หรือ Zinc ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรง เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการผลิตเม็ดสี และช่วยควบคุมความมัน ลดการอักเสบ รวมถึงป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ลดการอุดตันของไขมันซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสิว
4. สครับผิวหน้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
การสครับผิวหน้า จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป และเติมความชุ่มชื้นให้ผิว โดยแนะนำให้ทำเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการอักเสบ นอกจากนี้การสครับผิวหน้ายังไม่เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบ เพราะอาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรงมากขึ้นได้
5. เลเซอร์ลดรอยสิวและหลุมสิว
การรักษาด้วยเลเซอร์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดเลือนรอยที่แนะนำที่สุดโดยการเลเซอร์จะเป็นลักษณะของคลื่นพลังงานที่เข้าไปทำลายเซลล์ผิวบริเวณหลุมสิว ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาทดแทน ทำให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดสิวซ้ำซาก และเพิ่มความกระจ่างใสให้ใบหน้า
6. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
นอกจากการปล่อยให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น จะทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้แล้ว คนไข้ที่มีผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำจะยิ่งทำให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น จนทำให้เกิดสิวอุดตันได้ ดังนั้น จึงควรบำรุงผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง
7. ให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดด
แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดรอยแดง รอยดำเข้มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สีผิวบริเวณนั้นไม่สม่ำเสมอด้วย ดังนั้น นอกจากการหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. แล้ว ยังควรให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและยังช่วยลดรอยดำ รอยแดง รวมถึงจุดด่างดำจากสิว อีกทั้งยังลดระยะเวลาในการรักษารอยสิวได้อีกด้วย
8.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า หรือสกินแคร์บางชนิด อาจมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์รุนแรงเกินไป ยิ่งในคนไข้ที่มีสิวอักเสบส่วนผสมเหล่านั้นก็จะยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อสิวเกิดการอักเสบมากขึ้นก็จะมีโอกาสเป็นรอยสิวหรือหลุมสิวได้ ดังนั้น จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ช่วยปลอบประโลมผิว และรักษารอยสิวหรือลดรอยสิวโดยเฉพาะ
9. ปลอบประโลมผิวด้วยเจลว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้ หรืออโลเวร่าเจล สมุนไพรที่มีความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาการอักเสบ สมานแผล และลดรอยแผลเป็น รวมถึงรอยดำรอยแสงจากสิวได้ แนะนำให้นำอโลเวร่าเจลมาทาทิ้งไว้บริเวณรอยสิว หรือมาส์กทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ต้องล้างออก เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย สามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย โดยในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งอโลเวร่าเจลสำเร็จรูปที่สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย หรือจะใช้ว่านหางจระเข้สดก็ได้เช่นกัน
10. ปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาสิว
หากคุณมีรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวที่ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ การปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการดูแลปัญหาสิว ที่ M VITA CLINIC จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำและแนวทางการดูแลผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการเลือกวิธีดูแลที่เหมาะสม มีส่วนช่วยให้รอยสิวดูจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รีวิว เลเซอร์รอยสิว

ซึ่งที่ M VITA CLINIC เรามีโปรแกรมรักษาสิวให้คนไข้เลือกรับการรักษาหลากหลายโปรแกรม โดยในแต่ละโปรแกรมจะดำเนินการรักษาล้ำลึกตั้งแต่ต้นตอ หลังทำการดูแลอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น รอยสิวดูจางลง โดยผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมั่นใจในความปลอดภัยได้อย่างแน่นอน เพราะทุกขั้นตอนดำเนินการโดยแพทย์รักษาสิวที่มีประสบการณ์มายาวนาน นอกจากนี้ยังเลือกใช้เครื่องมือและยาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลก ด้วยโปรแกรม Gold K Scan เลเซอร์รอยสิวด้วย Pro Yellow Laser
11. ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มรอยหลุมสิว
การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีรักษารอยหลุมสิวที่ให้ผลเร็ว โดยใช้สารเติมเต็มฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณรอยหลุม ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น ฟิลเลอร์ที่ใช้มักเป็นกรดไฮยาลูโรนิกซึ่งสลายตัวได้ตามธรรมชาติ ผลการรักษาอาจอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และสภาพผิว
12. ฉีดไหมน้ำกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว
การฉีดไหมน้ำเป็นการฉีดสารพอลิแอล-แลคติก (Poly-L-lactic acid) เข้าใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น ลดรอยหลุมสิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ผลการรักษาจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ และอยู่ได้นานถึง 2 ปีขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
13. ฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma)
คือการนำเลือดของผู้รับการรักษามาปั่นแยกเอาเกล็ดเลือดที่อุดมด้วยโกรทแฟคเตอร์ แล้วฉีดกลับเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่มีรอยสิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ฟื้นฟูเซลล์ผิว และเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิว ทำให้รอยสิวจางลงและผิวเรียบเนียนขึ้น
14. ทำเลเซอร์ Pro Yellow Laser
เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่นเฉพาะ (577 นาโนเมตร) ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะในการดูดซับกับเส้นเลือดใต้ผิวหนัง ช่วยลดรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว และสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน จึงไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหารอยสิวหรือผิวหมองคล้ำ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมรายบุคคล
15. ตัดพังผืด
การตัดพังผืด เป็นหนึ่งในแนวทางที่ใช้ในการดูแลรอยแผลเป็นจากสิว โดยแพทย์จะใช้เข็มพิเศษสอดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อตัดเนื้อเยื่อพังผืดที่ยึดผิวหนังกับเนื้อเยื่อด้านล่าง เพื่อให้ผิวหนังแลดูเรียบเนียนขึ้น ทั้งนี้ในบางกรณีอาจมีการพิจารณาใช้ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
FAQs รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษารอยสิว
1. รอยสิวหายยากเพราะอะไร?
เพราะเมื่อเกิดสิว ผิวหนังชั้นลึกอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความเสียหายจากกระบวนการอักเสบ จึงต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นฟูคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ส่งผลให้รอยสิวบางประเภทใช้เวลานานในการจางลง
2. รอยสิวสามารถหายเองได้ไหม?
รอยสิวบางประเภทอาจจางลงได้เองตามกลไกการฟื้นฟูของผิว แต่ระยะเวลาและความชัดเจนของผลลัพธ์จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
3. ทำไมบีบสิว ถึงเป็นรอย?
การบีบสิวอาจทำให้เกิดการอักเสบและบาดแผลลึกในผิวหนัง เมื่อผิวพยายามซ่อมแซมตัวเอง อาจเกิดการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปทำให้เกิดรอยแผลเป็นนูน หรือสร้างเม็ดสีมากเกินไปทำให้เกิดรอยดำ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจทำให้สิวเกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสการเกิดรอยหลุมสิวมากขึ้นได้อีกด้วยในบางราย
4. รักษารอยสิวใช้เวลากี่เดือน?
ระยะเวลาในการรักษารอยสิวขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอย โดยทั่วไปอาจใช้เวลา 3-6 เดือนสำหรับรอยสิวที่ไม่รุนแรง และอาจนานถึง 12 เดือนสำหรับรอยที่ลึกหรือเป็นแผลเป็น
5. สารอะไรช่วยลดรอยสิว?
สารที่มีประสิทธิภาพในการลดรอยสิว ได้แก่
- วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) ช่วยลดการอักเสบและปรับสีผิว
- เรทินอล (Retinol) กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
- กรดอัลฟาไฮดรอกซี (AHA) ช่วยผลัดเซลล์ผิว
- กรดซาลิไซลิก (BHA) ช่วยลดการอุดตันรูขุมขน
6. ควรทาครีมลดรอยสิวตอนไหน?
ควรทาครีมลดรอยสิวหลังล้างหน้าและก่อนทาครีมบำรุงผิว แต่ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการทาครีมลดรอยคือ ทาก่อนนอน เนื่องจากผิวมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเองดีที่สุดในเวลากลางคืน
7. ทำยังไงไม่ให้มีรอยสิว?
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดรอยสิว ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว
- ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
- รักษาความสะอาดของผิวหน้า
- ดูแลและรักษาสิวทันทีตั้งแต่เริ่มเป็นสิว
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อุดตันรูขุมขน
- ดูแลสุขภาพผิวด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์
- ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
8. ลดสิว และรอยสิว พร้อมกันได้ไหม?
สามารถรักษาพร้อมกันได้ แต่ทางที่ดีควรจะรักษาสิวให้หายหรือดีขึ้นก่อน เพราะหากยังมีสิวขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ก็จะยังมีรอยสิวตามมาเรื่อย ๆ เช่นกัน
9. ทำไมรอยสิวชัดขึ้น?
รอยสิวที่มีสีเข้มหรือเห็นชัดเจนขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น
- การสัมผัสแสงแดดมากเกินไปทำให้ผิวสร้างเม็ดสีเพิ่ม
- การระคายเคืองผิวจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว
- ผิวขาดความชุ่มชื้น
10. กินอะไรช่วยลดรอยสิว?
อาหารที่ช่วยลดรอยสิว ได้แก่
- อาหารที่มีวิตามินซีสูงช่วยสร้างคอลลาเจน เช่น ส้ม กีวี พริกหวาน
- อาหารที่มีวิตามินอีช่วยต้านอนุมูลอิสระ เช่น อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน
- อาหารที่มีสังกะสีช่วยลดการอักเสบ เช่น เมล็ดฟักทอง หอยนางรม
- อาหารที่มีโอเมก้า-3 สูง เช่น ปลาแซลมอน
11. สิวแบบไหนทิ้งรอยมากที่สุด?
สิวที่มักจะทิ้งรอยดำ รอยแดงไว้บนผิวมากที่สุด ได้แก่ สิวอักเสบ สิวหัวหนอง และสิวหัวช้าง เนื่องจากเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวมีการอักเสบอย่างรุนแรง
12. ยาทาแผลเป็นทารอยสิวได้ไหม?
ยาทาแผลเป็นสามารถใช้กับรอยสิวได้ในบางกรณี โดยเฉพาะรอยแดง และรอยหลุมสิว เพราะยาทาแผลเป็นบางชนิดจะมีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล
13. ฉีดอะไรช่วยลดรอยสิว?
หัตถการที่ช่วยลดรอยสิวมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การฉีดเมโสหน้าใส การฉีดมาเด้คอลลาเจน การฉีดวิตามินผิว การฉีดรีจูรัน การฉีดฟิลเลอร์
14. ทำยังไงให้รอยกดสิวหายเร็ว?
- รักษาความสะอาดของผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน
- ทามอยซ์เจอไรเซอร์หรือมาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือถูกทำร้ายจากแสงแดด
- ทาครีมลดรอยแดง หรือยาทาอื่น ๆ ที่แพทย์ให้อย่างสม่ำเสมอ
15. วิตามินอะไรช่วยลดรอยสิว?
วิตามินที่มีประสิทธิภาพส่วนหนึ่งในการลดรอยสิว ได้แก่ วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินดี (Vitamin D) วิตามินอี (Vitamin E) วิตามินซี (Vitamin C) คอลลาเจน (Collagen) และซิงค์ (Zinc)
16. รอยดําจากสิวกี่วันหาย
รอยสิวกี่วันหาย? หากปล่อยรอยสิวเอาไว้โดยไม่รักษา รอยสิวนั้นจะสามารถหายได้เองภายใน 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
17. รอยแดงจากการกดสิวกี่วันหาย
รอยกดสิวกี่วันหาย? หากเป็นรอยแดง มักจะหายภายใน 3-7 วัน แต่หากเป็นรอยดำ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการรักษา
สรุปบทความ

รอยสิว เป็นปัญหาผิวที่มักพบหลังจากการรักษาสิว ซึ่งหากรอยสิวมีความรุนแรงและสามารถเห็นได้ชัดก็อาจจะส่งผลต่อความมั่นใจของคนไข้ได้ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการรักษารอยสิวด้วยวิธีที่เหมาะสม สำหรับคนไข้ที่ไม่ได้เป็นรอยสิวรุนแรงมากนักก็อาจจะเลือกรักษาด้วยการทายาลดรอยสิว หรือวิธีอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาสิวรุนแรงก็อย่ามองข้ามการข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม
ซึ่งที่ M VITA CLINIC ก็พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีรักษาที่เหมาะสมแก่คนไข้เป็นรายบุคคล เพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและสามารถแก้ไขปัญหารอยสิวได้อย่างเหมาะสม สำหรับคนไข้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลหรือจองคิวเข้ารับบริการได้ที่
ติดต่อ จองคิว ปรึกษาแพทย์
ข้อมูลของ เอ็มวีต้า คลินิก (Mvita Clinic)
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- เอ็มวีต้า คลินิก (คลิก) ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมากๆครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
- ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
วันเผยแพร่



