สิวหินเกิดจากอะไร ไขข้อสงสัยพร้อมเคล็ดลับวิธีรักษาให้เห็นผล

เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยสัมผัสบริเวณรอบดวงตา แล้วรู้สึกว่ามีตุ่มนูนแข็ง ๆ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จะทายาหรือพยายามบีบยังไงก็ไม่หาย จากที่เคยรำคาญใจก็เปลี่ยนเป็นความไม่มั่นใจ ซึ่งสิวประเภทนี้เรียกว่า “สิวหิน” ซึ่งเป็นสิวที่ขึ้นชื่อว่ารักษาค่อนข้างยาก แต่ถ้าคนไข้ได้ทำความรู้จักกับสิวประเภทนี้ และวิธีรักษาให้เห็นผล ก็จะช่วยให้คนไข้สามารถหาตัวช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้ ซึ่งนอกจากในบทความนี้ M VITA CLINIC จะมาแนะนำวิธีรักษาสิวหินที่เห็นผลให้คนไข้ได้ทราบกันแล้ว หมอยังจะพาคนไข้มาทำความเข้าใจเพิ่มเติมด้วยว่า สิวหินเกิดจากอะไร เพื่อให้คนไข้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสิวหินขึ้นได้

สิวหิน (Syringoma) คืออะไร?

สิวหิน คือ เนื้องอกที่เกิดขึ้นบริเวณต่อมเหงื่อ แต่เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง โดยเนื้องอกชนิดนี้จะอยู่ลึกลงไปในผิวหนังชั้นหนังแท้ มักพบได้บ่อยในเพศหญิง มีลักษณะเป็นตุ่มเนื้อแข็งสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง คล้ายสิวผด ขนาดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร มักเกิดขึ้นเป็นกลุ่มขนาดเล็กบนผิวหน้า และถึงแม้ว่าจะไม่ใส่เนื้องอกที่มีความอันตราย แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับคนไข้ที่เป็นได้ไม่น้อย นอกจากนี้ การรักษาสิวหินยังต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและรักษายาก จึงทำให้สิวชนิดนี้ถูกเรียกว่าสิวหินนั่นเอง

สิวหินเกิดจากอะไร?

สิวหินเกิดจากอะไร? ต้องบอกว่าในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวหินอย่างแน่ชัด แต่ปริมาณของสิวหินที่เกิดขึ้น จะมีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ตัวบุคคล และอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็สามารถจำแนกสาเหตุการเกิดสิวหินตามชนิดของสิวหินที่แตกต่างกันได้ ดังนี้

ชนิดของสิวหิน

สิวหินปฐมภูมิ

สิวหินปฐมภูมิ เกิดจากเส้นใยเคราตินใต้ผิวหนังที่สะสมรวมกับไขมันในต่อมใต้ผิวหนังเป็นเวลานาน จนเกิดการทับถมและกลายเป็นสิวหัวปิด มักพบบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หรือรอยพับจมูก ซึ่งสิวหินประเภทนี้สามารถหายเองได้ในไม่กี่สัปดาห์

สิวหินในวัยหนุ่มสาว

เป็นสิวหินที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น มะเร็งผิวหนังบางชนิด เป็นต้น

สิวหินชนิดแบนราบ

เป็นสิวหินที่เกิดจากการติดเชื้อ และลุกลามจนกลายเป็นก้อนยาวแข็งแบนราบบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อ หรืออาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด ในบางรายอาจขึ้นยาวหลายเซนติเมตร มักพบบริเวณหลังใบหู หน้าแก้ม รอบดวงตา สันกราม และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคน

สิวหินชนิดบาดแผล

เป็นสิวหินที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น ผิวหนังอักเสบ พุพอง เป็นผื่น แผลเป็นจากไฟไหม้ แผลจากการเสียดสีผิวบริเวณดังกล่าวซ้ำ ๆ หรือต่อมไขมันและรูขุมขนที่ถูกรบกวน และไปกระตุ้นให้เกิดสิวหินขึ้น มักพบบริเวณนิ้วมือและหลังมือ

สิวหิน VS สิวข้าวสาร แตกต่างกันอย่างไร?

เนื่องจากสิวหิน สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทำให้มีหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสิวชนิดเดียวกัน แต่สิวทั้งสองประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  • สิวหิน (Syringoma) เกิดจากเนื้องอกจากต่อมเหงื่อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย มีขนาดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร มีลักษณะเป็นตุ่มเนื้อนูนแข็งขนาดเล็ก มีสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน เกิดขึ้นบริเวณรอบดวงตาเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุในการเกิดมักมาจากพันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น
  • สิวเม็ดข้าวสาร (Milia) เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตื้นและแข็ง มีสีขาวคล้ายเม็ดข้าวสาร ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ที่เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อ มักเกิดบริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้ม จมูก หรือเปลือกตา สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย

รวมมาให้แล้ว วิธีรักษาสิวหินให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ได้ทราบกันไปแล้วว่า สิวหินเกิดจากอะไร? ก็คงจะทำให้คนไข้หลาย ๆ คนหายสงสัยกันแล้วว่า ทำไมบีบ แกะ หรือทายาเท่าไหร่สิวหินก็ไม่หายไปสักที แต่แม้ว่าสิวหินจะรักษายากและต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน แต่ในปัจจุบันก็มีวิธีรักษาสิวหินให้คนไข้เลือกมากมาย ซึ่งวิธีที่หมอรวมมาแนะนำนี้ จะเป็นวิธีทางการแพทย์ที่นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาสิวหินได้แล้ว ยังช่วยลดโอกาสเป็นสิวหินใหม่ให้น้อยที่สุดได้อีกด้วย โดยวิธีที่นิยมใช้มีดังนี้

1. การกดสิวหิน

การกดสิว นับว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษาสิวหิน โดยแพทย์จะใช้เข็มสะกิดแล้วใช้ไม้กดสิวหิน เพื่อดันให้หัวสิวที่อยู่ด้านในออกมา แต่วิธีนี้ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่สะอาดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อที่ผิวหนัง รวมถึงป้องกันการเกิดแผลเป็นจากการกดสิวด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

2. เลเซอร์รักษาสิวหิน

การเลเซอร์สิวหิน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้น้อย โดยจะเป็นการใช้เลเซอร์ CO2 Laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่มีพลังงานสูงมาเปิดหัวสิวก่อน จากนั้นแพทย์จึงค่อยกดสิวหินออกไป

3. จี้สิวหินด้วยกรดทางการแพทย์

การจี้สิวหินด้วยกรดทางการแพทย์ เป็นวิธีที่ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว จะใช้เป็นกรดไตรคลออะซีติก 50% (trichloracetic acid) ในการจี้ให้สิวหินแบนราบ แต่วิธีนี้จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 2-3 สัปดาห์เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

4. รักษาสิวหินด้วยความเย็น (Liquid Nitrogen)

เป็นวิธีที่ต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยจะเป็นการใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลว จี้เพื่อทำลายตัวเนื้องอกสิวหิน ให้หลุดออกจากผิวหนัง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นในบริเวณที่รักษาสิวหินได้

5. รักษาสิวหินด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

เป็นวิธีรักษาสิวหินที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการรักษาสิวหินด้วยเลเซอร์ โดยแพทย์จะใช้เครื่องไฟฟ้าจี้ไปบริเวณที่เป็นสิวหิน เพื่อทำลายและตัดสิวหินออก นับว่าเป็นวิธีที่มีผลข้างเคียงน้อยและให้ผลการรักษาดี แต่ควรทำโดยแพทย์ที่ชำนาญเท่านั้น

6. รักษาสิวหินด้วยยา

เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดเลย โดยจะใช้เป็นยากินและยาทากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอในการรักษา   นอกจากนี้ยังมีการใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาทากลุ่มอะโทรพีน (topical atropine), และยากินชื่อ tranilast เป็นต้น เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลานาน และต้องอาศัยการให้ยาที่ต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่ได้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนเท่าวิธีอื่น ๆ

7. รักษาสิวหินด้วยการผ่าตัดเล็ก

เป็นการใช้มีดผ่าตัด ตัดเอาก้อนสิวหินออกแล้วทำการเย็บแผลให้เรียบร้อย นิยมใช้ในการรักษาก้อนสิวหินที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนไม่มาก เป็นการรักษาที่ให้ผลดี แต่มีโอกาสเกิดแผลเป็นจากรอยเย็บแผลได้มาก นอกจากนี้ในคนไข้บางรายยังอาจพบปัญหาคีลอยด์ตามมาได้อีกด้วย

วิธีป้องกันและดูแลผิวไม่ให้เกิดสิวหิน

วิธีป้องกันและดูแลผิวไม่ให้เกิดสิวหิน

เมื่อรักษาปัญหาสิวหินจนผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนแล้ว คงจะไม่มีใครอยากกลับไปมีสิวหินซ้ำอีกครั้งอย่างแน่นอน โดยวิธีป้องกันและดูแลผิวไม่ให้เกิดสิวหินซ้ำอีกครั้งมีดังนี้

  • ล้างหน้าเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว และมีความอ่อนโยน ไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจนเกิดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสกับผิวหน้าโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าเป็นประจำ และเก็บอุปกรณ์แต่งหน้าไว้ในที่ที่มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก
  • ใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาที่ไม่มีส่วนผสมของสารที่ระคายเคืองต่อผิว เพื่อช่วยลดจำนวนสิวหินรอบดวงตา

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาสิวหิน ตอบโดยแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง

1. สิวหินมีลักษณะอย่างไร?

สิวหิน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนหลายเม็ดสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง ขนาดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน มักขึ้นรอบบริเวณดวงตา

2. สิวหิน อันตรายไหม?

สิวหินเป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่เนื้องอกชนิดร้ายแรง หากปล่อยไว้ก็สามารถหายเองได้ แต่จะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและอาจสร้างความรำคาญให้คนไข้ได้

3. สิวหินหายเองได้ไหม?

สิวหินสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่จะใช้ระยะเวลาที่นานมากกว่าจะหายไป

4. ทำยังไงให้สิวหินหาย?

การรักษาสิวหินสามารถทำได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • การกดสิวหิน
  • การเลเซอร์สิวหิน
  • การจี้สิวหินด้วยกรดทางการแพทย์
  • การรักษาสิวหินด้วยยา
  • การรักษาสิวหินด้วยการผ่าตัดเล็ก
  • การรักษาสิวหินด้วยความเย็น
  • การรักษาสิวหินด้วยการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า

ซึ่งวิธีรักษาสิวหินเหล่านี้ จะต้องดำเนินการโดยแพทย์รักษาสิวเฉพาะทางที่มีความชำนาญ และใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

อย่าปล่อยให้ปัญหาสิวหินกวนใจ M VITA CLINIC ช่วยคุณได้

ได้ทราบกันไปแล้วว่า สิวหินเกิดจากอะไร? รวมถึงวิธีรักษาและวิธีป้องกันสิวหินกันไปแล้ว ซึ่งแม้ว่าสิวหิน จะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงและสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่ด้วยระยะเวลาที่นานมากกว่าสิวหินจะหายไปเองจึงอาจทำให้คนไข้ที่มีปัญหานี้รู้สึกรำคาญใจได้ ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องกังวลกับสิวหินที่อยู่บนใบหน้าจนขาดความมั่นใจ แน่นอนว่าที่ M VITA CLINIC ก็มีวิธีรักษาทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการและความรุนแรงของสิวหิน เพื่อแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมให้กับคนไข้เป็นรายบุคคล สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลหรือจองคิวเข้ารับบริการได้ที่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า