รวม 15 วิธีรักษาสิวผด กู้ผิวหน้า บอกลาผิวไม่เรียบเนียน ฉบับหมอรักษาสิว

สภาพอากาศและมลภาวะที่เราต้องเจอกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้า ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่คนไข้หลาย ๆ คนน่าจะเคยประสบพบเจอก็คงไม่พ้น “สิวผด” ที่นอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว หากมีสิวผดขึ้นเป็นจำนวนมากก็อาจจะทำให้คนไข้ขาดความมั่นใจได้อีกด้วย ดังนั้น ในบทความนี้ M VITA CLINIC จะขอพาคนไข้มาทำความรู้จักให้มากขึ้นว่า สิวผดคืออะไร? เกิดจากอะไร? พร้อมแนะนำวิธีรักษาสิวผดแบบเร่งด่วน ฉบับหมอรักษาสิวเฉพาะทาง เพื่อให้คนไข้ที่มีปัญหานี้สามารถเผชิญหน้าและรับมือกับปัญหาผิวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิวผดคืออะไร?

สิวผดคืออะไร

สิวผด (Acne Aestivalis หรือ Acne Mallorca) ไม่ใช่สิวอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่จะเป็นผดผื่นเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง โดยบริเวณที่เกิดสิวผดอาจมีตุ่มหรือผื่นสีแดงรอบ ๆ บางคนอาจมีอาการคันร่วมด้วย มีทั้งแบบสิวเม็ดเล็ก ๆ ไม่มีหัวและแบบที่เป็นตุ่มน้ำใส ๆ อยู่ด้านใน เมื่อสัมผัสผิวบริเวณดังกล่าวจะรู้สึกได้ถึงความไม่เรียบเนียน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

สิวผดเกิดจากอะไร?

สิวผดเกิดจากอะไร

สิวผด เป็นอาการแพ้ของผิวหนังที่ไม่ใช่ปัญหาสิวอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ ซึ่งปัญหานี้สามารถเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย ดังนี้

แสงแดด

หากคนไข้โดนแสงแดดเป็นเวลานานโดยไม่มีการปกป้องผิว รังสี UVA ที่อยู่ในแสงแดด จะเข้าไปทำร้ายผิวลึกลงไปถึงผิวหนังชั้นใน นอกจากนี้แสงแดดยังเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อออกมามากขึ้น และเมื่อผิวไปสัมผัสกับฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ผิวก็จะเกิดการระคายเคืองและเกิดเป็นสิวผดขึ้นมาได้

เชื้อรา

เชื้อราหรือยีสต์ที่มีชื่อว่า P.ovale เป็นเชื้อราที่มักจะอยู่บริเวณ T-Zone เช่น หน้าผาก จมูก แก้ม และคาง ซึ่งเชื้อรา P.ovale นี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับต่อมไขมันบริเวณผิวหนังบนใบหน้า ทำให้เมื่อผิวเสียสมดุลหรือการผลิตน้ำมันออกมามาก เชื้อรานี้ก็จะสามารถเติบโตได้ดี และทำให้ต่อมรูขุมขนเกิดการอักเสบ จนเกิดเป็นสิวผดจำนวนมากขึ้นบนใบหน้า

สภาพผิวที่อ่อนแอ

เกราะปกป้องผิว หรือ Skin Barrier มีหน้าที่ปกป้องไม่ให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกหรือปัจจัยภายนอกเข้ามาทำร้ายผิว แน่นอนว่าเมื่อเกราะปกป้องผิวอ่อนแอลง ก็จะเกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมา เช่น ผิวแห้ง เป็นสิว ผดผื่น เป็นต้น

ฝุ่น PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิวได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะนอกจากฝุ่นและมลภาวะในอากาศจะมีขนาดค่อนข้างเล็กแล้ว การสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อค่าฝุ่น PM 2.5 ในอากาศมีปริมาณค่อนข้างสูง ก็จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและเป็นสิวผดหรือสิวแพ้แมสก์ได้เช่นกัน

การล้างหน้าผิดวิธี

เชื่อว่ายังมีคนไข้หลาย ๆ คนที่เข้าใจว่า การล้างหน้าบ่อย ๆ จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ผิวหน้าเสียสมดุลได้ นอกจากนี้การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ยังทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายอีกด้วย

บริเวณที่มักเกิดสิวผด

บริเวณที่มักเกิดสิวผด

ปัญหาสิวผด มักจะเกิดขึ้นในบริเวณ T-Zone เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองหรืออุดตันได้ง่าย โดยบริเวณที่มักเกิดสิวผดมีดังนี้

  • สิวผดที่หน้าผาก เป็นบริเวณที่พบเจอกับแสงแดด และมลภาวะต่าง ๆ ได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้คนไข้ที่ไว้ผมหน้าม้าหรือปล่อยผมปรกหน้าก็จะเกิดสิวผดได้ง่าย
  • สิวผดที่แก้ม มักเกิดเป็นบริเวณกว้าง เกิดจากการใช้มือสัมผัสกับใบหน้าบ่อย ๆ รวมถึงแสงแดด และการใส่แมสก์ ที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและเกิดการอุดตันได้
  • สิวผดที่คาง อาจเกิดจากการรักษาความสะอาดไม่เพียงพอ รวมถึงการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน
  • สิวผดที่หลัง นอกจากบริเวณใบหน้าแล้ว หลังก็เป็นอีกหนึ่งบริเวณที่สามารถพบสิวได้บ่อย มักเกิดจากการสะสมของสิ่งสกปรก เหงื่อ และเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ รวมถึงการเสียดสีและการสวมใส่เสื้อผ้าที่อึดอัด ไม่สามารถระบายอากาศได้

15 วิธีรักษาสิวผด คืนผิวเรียบเนียนแบบเร่งด่วน ฉบับหมอรักษาสิว

สำหรับวิธีรักษาสิวผดที่หมอรวบรวมมาแนะนำในบทความนี้ จะมีทั้งการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์, การรักษาด้วยตัวเอง และวิธีรักษาแบบธรรมชาติ โดยสามารถแยกย่อยวิธีรักษาได้ ดังนี้

1. การรักษาด้วยยาทา

การรักษาสิวผดโดยการใช้ยาทา ควรทำภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น โดยคนไข้จะต้องเข้าไปให้แพทย์วินิจฉัยอาการ เพื่อจ่ายยารักษาสิว สำหรับกลุ่มยาที่นิยมใช้มีดังนี้

  • ตัวยาที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) เป็นยาทาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อยีสต์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของสิวผด
  • ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ที่จะเข้าไประงับการเกิดผดผื่นและอาการระคายเคืองที่เกิดขึ้น (แต่ต้องใช้เพียงชั่วคราวภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น)
  • ยาทาในกลุ่ม BHA หรือ กรดซาลิไซลิค ( Salicylic acid)ในความเข้มข้นน้อยๆ จะมีฤทธิ์ผลัดผิวอ่อนๆ ช่วยรักษาสิวผดบางชนิดได้ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

2. การรักษาด้วยยารับประทาน

การรักษาด้วยยารับประทาน จำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น โดยยเฉพาะคนไข้ที่มีอาการคันและแสบแบบเรื้อรัง หรือรักษาด้วยการทายาทั่วไปไม่ได้ผล ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และจ่ายยาที่เหมาะสมเพื่อรักษาให้หายขาดต่อไป สำหรับกลุ่มยาที่นิยมใช้มีดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะ
  • ยาฆ่าเชื้อรา
  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอใช้รักษาในผู้ที่เป็นสิวผดบางชนิดในระดับรุนแรงมาก และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น

3. การเลเซอร์รักษาสิวผด

การเลเซอร์ เป็นวิธีรักษาทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เนื่องจากเห็นผลไวและสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ผิวมีความบอบบางและไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ หากไม่ดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ผิวอาจเกิดการระคายเคือง เกิดแผลเป็น และฝ้า กระ รวมถึงจุดด่างดำขึ้นได้

4. ปรึกษาแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง

การปรึกษาแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาทางการแพทย์ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เหมาะกับคนไข้ที่มีปัญหาสิวผดรุนแรง มีอาการคันและแสบแบบเรื้อรัง ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด

5. การรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติ

การรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติ หรือการมาส์กหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ นับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยการนำว่านหางจระเข้ แตงกวา หรือมะเขือเทศมามาส์กหน้าบริเวณที่เป็นสิวผด เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี และวิตามินเอ ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ปลอบประโลมผิว และลดอาการระคายเคืองให้เบาลงได้

6. ล้างหน้าให้ถูกวิธี

การล้างหน้าที่ถูกวิธี ควรล้างแบบ Double Cleansing โดยให้เริ่มจากการเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางหรือครีมกันแดดบนผิวหน้าด้วยคลีนซิ่ง จากนั้นจึงใช้โฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยนในการทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ออกให้หมดจด แล้วเช็ดให้แห้งด้วยกระดาษทิชชูหรือผ้าสะอาด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวผดได้มากพอสมควร

นอกจากนี้ ยังควรเลือกใช้น้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้าน และล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและตอนเย็นเท่านั้น เพราะการล้างหน้าบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้เกิดการอุดตันและระคายเคืองได้ง่ายกว่าเดิม

7. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ควรรับประทานผัก และผลไม้ เพื่อเสริมแร่ธาตุและเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

8. งดการจับ บีบ หรือแกะสิว

การจับ บีบ แกะ หรือกดสิวผด เป็นพฤติกรรมที่ทำให้สิวเกิดการระคายเคืองและกระตุ้นให้สิวลุกลามไปบริเวณอื่นหรือพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบได้ ดังนั้น จึงควรปรับและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวผดกวนใจขึ้นมา

9. หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

แสงแดด นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผิวเกิดการระคายเคืองและเกิดสิวขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและแก้มที่ต้องเจอกับแสงแดดโดยตรง ดังนั้น คนไข้จึงควรให้ความสำคัญกับการปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดด รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน

10. เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

อย่างที่บอกว่า เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) จะทำหน้าที่ปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ดังนั้น จึงควรเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการทามอยซ์เจอไรเซอร์ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้เซราไมด์ (Ceramide) และกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยป้องกันการสูญเสียความชื้น และเสริมความแข็งแรงให้ผิว

11. พักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียด

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยให้ผิวได้รับการพักผ่อนและซ่อมแซมอย่างเต็มที่ ทำให้ผิวแข็งแรง ช่วยลดการเกิดสิวชนิดต่าง ๆ และทำให้ผิวดูกระจ่างใสได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย

12. เลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่เป็นสูตรอ่อนโยน จะช่วยปลอบประโลมผิว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวรวมถึงปัญหาผิวที่เป็นอยู่ เพื่อเสริมสร้างให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น

13. ทำความสะอาดสิ่งของที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า

นอกจากจะหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสกับใบหน้าแล้ว การทำความสะอาดสิ่งของที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า เช่น โทรศัพท์มือถือ ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เป็นต้น ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรก เชื้อโรค หรือเหงื่อสะสมอยู่บนสิ่งของเหล่านั้น และไปกระตุ้นให้เกิดสิวผดขึ้น

14. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือยาที่ทำให้ผิวหน้าระคายเคือง

แม้ว่าครีมหรือยาที่มีส่วนผสมแรง ๆ จะเป็นวิธีรักษาสิวผดแบบเร่งด่วนที่หลาย ๆ คนชอบใช้ แต่ก็เป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะส่วนผสมที่อยู่ในครีมหรือตัวยา อาจทำให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งความรุนแรงต่อสภาพผิวของแต่ละบุคคลนั้นก็จะไม่เท่ากัน ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจรักษาสิวผดแบบเร่งด่วนด้วยการใช้ยาแต้มสิว แนะนำว่าควรหาข้อมูลอย่างละเอียด หรือปรึกษาแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง เพื่อให้แพทย์แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวจะดีที่สุด

15. เปิดใจให้โทนเนอร์

โทนเนอร์ เป็นอีกหนึ่งสกินแคร์ช่วยรักษาสิวผดที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะนอกจากโทนเนอร์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้แล้ว ยังช่วยเช็กความสะอาดของผิวหน้า และเปิดรูขุมขน เพื่อนำสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่และเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวผดออกมาได้ด้วย ทั้งนี้ คนไข้ก็จะต้องเช็กให้มั่นใจด้วยว่า โทนเนอร์ที่เลือกมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือไม่ เพื่อป้องกันการแพ้หรือการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น

รวมคำถามเกี่ยวกับสิวผดตอบโดยแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง

1. สิวผดเล็ก ๆ เกิดจากอะไร?

สิวผดเกิดจากการแพ้และระคายเคืองบนผิวหนัง จากการโดนแสงแดด ความร้อน มลภาวะต่าง ๆ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน

2. ทำยังไงให้สิวผดหาย?

สิวผดสามารถรักษาให้หายได้หลากหลายวิธี โดยมีทั้งวิธีทางการแพทย์ วิธีทางธรรมชาติ และวิธีที่ทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

  • การรักษาด้วยยาทา
  • การรักษาด้วยยารับประทาน
  • การเลเซอร์
  • ปรึกษาแพทย์รักษาสิวเฉพาะทาง
  • การมาส์กหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ
  • การล้างหน้าให้ถูกวิธี
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • งดการจับ บีบ หรือแกะสิว
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน
  • เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
  • พักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียด
  • เลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน
  • ทำความสะอาดสิ่งของที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า

3. สิวผดใช้เวลากี่วันหาย?

สิวผดสามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน แต่หากมีการอักเสบรุนแรงจะใช้เวลาในการรักษาให้หายประมาณ 1-2 เดือน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการและวิธีรักษาของแต่ละคนด้วยเช่นกัน

4. สิวผดลักษณะเป็นยังไง?

สิวผดจะมีลักษณะคล้ายผดผื่นเล็ก ๆ มักขึ้นเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ จำนวนมาก มีสีแดงอยู่บนผิวหนัง พบได้ทั้งสิวเม็ดเล็ก ๆ ไม่มีหัวและแบบที่เป็นตุ่มน้ำใส ๆ อยู่ด้านใน

5. ควรบีบสิวผดไหม?

ไม่ควรบีบสิวผดด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้สิวเห่อหรือเกิดการอักเสบมากขึ้น จนเกิดรอยดำ และรอยแผลเป็นตามมานี้ นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้ด้วย

6. สิวผดต่างจากสิวอุดตันยังไง?

สิวผดและสิวอุดตันจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ดังนี้

  • สิวผด เป็นเม็ดผดผื่นขนาดเล็ก มีอาการแสบคันร่วมด้วย มักเห่อในช่วงที่มีอากาศร้อนและหายได้เองเมื่อสภาพอากาศดีขึ้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อรา แสงแดด มลภาวะต่าง ๆ เป็นต้น ไม่สามารถกดออกได้
  • สิวอุดตัน เป็นการอุดตันของน้ำมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขน ที่ไม่มีอาการแสบ แดง บวมคัน สามารถกดออกได้ พบได้ทั่วใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก

7. สิวผดมีกี่ประเภท?

สิวผดสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

  • สิวผดที่เกิดจากผิวอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย เป็นสิวผดที่เกิดจากผิวที่ไม่แข็งแรง แพ้ง่าย มักพบเมื่อโดนกระตุ้นจากแสงแดด และมลภาวะต่าง ๆ
  • สิวผดที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทำให้เกิดการระคายเคือง การทำความสะอาดผิวหน้าที่ผิดวิธี การทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น เป็นต้น

ทีมแพทย์ M VITA CLINIC พร้อมแนะนำวิธีรักษาสิวผด คืนผิวหน้าเรียบเนียนแบบเร่งด่วน

สิวผด เป็นปัญหาผิวที่ถูกกระตุ้นจากมลภาวะ แสงแดด และความร้อน ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งสิวผดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาสิวผดที่อยู่บนใบหน้าจนขาดความมั่นใจ แน่นอนว่าที่ M VITA CLINIC ก็มีแพทย์รักษาสิวผู้เชี่ยวชาญที่จะทำการวินิจฉัยอาการและแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมให้กับคนไข้เป็นรายบุคคล สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลหรือจองคิวเข้ารับบริการได้ที่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า